Sign Up!
Login

ยินดีต้อนรับสู่ วัดธัมมธโร
อาทิตย์, 05 กันยายน 2010 05:47 EST

วันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา  
ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓

   

วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ คำว่า มาฆบูชา เป็นชื่อของพิธีบูชาและการทำบุญในพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง ซึ่งปรารภการประชุมใหญ่ของพระสาวกที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต    

มาฆบูชา ย่อมาจาก มาฆปุณณมีบูชา หรือ มาฆบูรณมีบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๓    

วันเพ็ญเดือน ๓ นี้ เป็นวันที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา คือเป็นวันที่พระพุทธองค์ประทานโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมพระสาวก ซึ่งประกอบด้วยองค์สี่ ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต เพื่อให้พระสาวกเหล่านั้นมีหลักการร่วมกันในการประกาศพระศาสนา คือสั่งสอนธรรมแก่ประชาชนตามท้องถิ่น บ้านเมือง และประเทศต่างๆทั่วไป    

คำว่า จาตุรงคสันนิบาต แปลว่า การประชุมพระสาวก ซึ่งประกอบด้วยองค์สี่ หรือการประชุมพร้อมด้วยองค์สี่ กล่าวคือ    

๑. พระสาวกทั้งหลายที่มาประชุมวันนั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ คือได้รับอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า    

๒. พระสาวกเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖ ทั้งสิ้น    

๓. พระสาวกที่ประชุมวันนั้น ซึ่งมีจำนวนถึง ๑,๒๕๐ องค์ มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย    

๔. วันนั้นเป็นวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ วันเพ็ญเดือนมาฆะ พระจันทร์เต็มดวงบริบูรณ์    

การประชุมครั้งสำคัญที่สุดในสมัยพุทธกาลที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาตนี้ ได้มีขึ้น ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ใกล้กรุงราชคฤห์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ เริ่มแต่ตะวันบ่ายก่อนค่ำของวันเพ็ญเดือน ๓ ในปีแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือหลังจากวันตรัสรู้ไป ๙ เดือน    

การประชุมเช่นนี้ มีครั้งเดียวในศาสนานี้ เป็นการประชุมครั้งสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง โอวาทปาติโมกข์    

คำว่า โอวาทปาติโมกข์ แปลว่า โอวาทที่เป็นประธาน หรือคำสอนที่เป็นหลักใหญ่ หมายถึงธรรมที่เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา สาธุชนนิยมเรียกโอวาทปาติโมกข์นี้ว่าเป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา    

ความในโอวาทปาติโมกข์ แบ่งออกเป็น ๓ ตอน พระพุทธองค์ตรัสเรียงลำดับกันเป็น ๓ คาถาครึ่ง    

คาถาแรกว่า    

ความอดทน คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง    

พระพุทธะทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่ายอดเยี่ยม    

ผู้ทำร้ายผู้อื่น เป็นบรรพชิตไม่ได้ทีเดียว    

ผู้เบียดเบียนผู้อื่น เป็นสมณะไม่ได้    

คาถาที่สองว่า    

การไม่ทำบาปทั้งปวง ๑    

การยังกุศลให้ถึงพร้อม ๑    

การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑    

นี่คือคำสั่งสอนของท่านผู้ตรัสรู้แล้วทั้งหลาย    
   
คาถาที่สามว่า    

การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑    

ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑    

ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑    

ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑    

การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑    

นี่คือคำสั่งสอนของท่านผู้ตรัสรู้แล้วทั้งหลาย    

ความในคาถาแรก พระพุทธเจ้าตรัสเพื่อแสดงหลักการและแนวทางที่เป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธ ศาสนา ซึ่งทำให้สามารถแยกจากลัทธิศาสนาที่พระพุทธศาสนาไม่ยอมรับ    

ตอนแรกที่ตรัสว่า ความอดทนคือทานไว้ยืนหยัดอยู่ได้เป็นตบะอย่างยิ่ง พระองค์ตรัสเพื่อแสดงให้เห็นว่า การบำเพ็ญตบะของนักบวชทั้งหลายที่นิยมทรมานตนเองด้วยวิธีการต่างๆนั้น ไม่ใช่เป็นวิธีการเผาผลาญบาปชนิดที่พระพุทธศาสนายอมรับ สาระสำคัญของตบะที่พระพุทธเจ้าทรงยอมรับหรือตบะที่ถูกต้อง ก็คือ ขันติธรรม ความอดทนที่จะดำเนินตามมรรคาที่ถูกต้องไปจนถึงที่สุด มีความเข้มแข็งทนทานอยู่ในใจ ดำรงอยู่ในหลักปฏิบัติที่ถูกต้องนั้น ไม่ระย่อท้อถอย    

สิ่งที่จะพึงอดทน ที่สำคัญคือ    

๑. ความเหนื่อยยากลำบากตรากตรำในการปฏิบัติกิจหน้าที่การงาน รวมทั้งความหนาวความร้อน หิวกระหาย และสิ่งรบกวนก่อความไม่สบายต่างๆ    

๒. ทุกขเวทนา เช่น ความเจ็บปวดเมื่อยล้า ความเสียดยอกระบมบาดเจ็บที่เกิดแก่ร่างกายในยามป่วยไข้ เป็นต้น    

๓. อาการกิริยาท่าทีวาจาของผู้อื่น ที่กระทบกระทั่งหรือไม่น่าพอใจ เช่น ถ้อยคำที่เขาพูดไม่ดี เป็นต้น    

ความอดทน อดกลั้น หรืออดได้ทนได้ หมายถึงการยอมรับได้ต่อสิ่งกระทบกระทั่งหรือไม่สบายฝืนใจเหล่านั้น ไม่ขึ้งเคียดขัดเคือง ไม่แสดงอาการผิดปกติ สามารถดำรงไมตรี คงอยู่ในเมตตา หรือรักษาอาการอันสงบมั่นคงในการทำกิจบำเพ็ญกุศลธรรม ทำความดีงามสืบต่อไป การขาดขันติธรรมได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ หากมนุษย์ปฏิบัติตามหลักโอวาทปาติโมกข์ข้อแรกนี้ ก็จะช่วยให้โลกดำรงอยู่ในสันติ และมนุษย์แต่ละพวกนั้นก็มีโอกาสพัฒนาชีวิตและสังคมของตนไปสู่ความดีงามที่ สูงขึ้นไป    

ตอนที่สองที่ตรัสว่า พระพุทธะทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่ายอดเยี่ยมนั้น ตรัสเพื่อชี้ชัดลงไปว่า จุดหมายของพระพุทธศาสนาคือนิพพาน อันได้แก่ความดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงได้ หรือความอิสระหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลส คือ โลภะ โทสะ และโมหะ ไม่ใช่สวรรค์ ไม่ใช่การเข้ารวมกับพระพรหมผู้เป็นเจ้าเป็นต้น    

ตอนที่สามที่ตรัสว่า ผู้ทำร้ายผู้อื่น เป็นบรรพชิตไม่ได้ทีเดียว ผู้เบียดเบียนผู้อื่นเป็นสมณะไม่ได้ นี้ตรัสเพื่อแสดงลักษณะของนักบวชในพระพุทธศาสนา คือชี้ให้เห็นว่า ความเป็นสมณะหรือนักบวช มิใช่อยู่ที่การประกอบพิธีกรรมเป็นเจ้าพิธี หรืออยู่ที่ความศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์สามารถบันดาลผลให้แก่คน ที่อ้อนวอนปรารถนา แต่อยู่ที่ความเป็นผู้ไม่เบียดเบียน ไม่ก่อความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ใครๆ มีแต่ความเมตตากรุณา บำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งปวง    

ความในคาถาที่สอง พระพุทธองค์ตรัสสรุปข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนาทั้งหมด ลงเป็นหลักการสำคัญ ๓ ประการคือ    

๑. ไม่ทำบาปทุกอย่าง ได้แก่ ละเว้นความชั่วทุกชนิด ทุกระดับ ตั้งต้นแต่ประพฤติตามหลักศีล ๕ เช่น ไม่ทำลายชีวิต ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม เป็นต้น    

๒. ยังกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ บำเพ็ญความดีให้บริบูรณ์ เช่น มีศรัทธา มีเมตตากรุณา ฝึกจิตให้เข้มแข็งมีสมาธิ มีความเพียร มีสติรอบคอบ ซื่อสัตย์สุจริต มีความเสียสละ เป็นต้น    

๓. ทำจิตของตนให้ผ่องใส ได้แก่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์สะอาด ให้หลุดพ้นจากกิเลส เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ซึมเซา เป็นต้น ด้วยการฝึกอบรมเจริญปัญญาให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง จนกิเลสและความทุกข์ครอบงำจิตใจไม่ได้ จำง่ายๆ สั้นๆว่า เว้นชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์    

ความในคาถาที่สาม พระพุทธองค์ตรัสเพื่อเป็นหลักความประพฤติและการปฏิบัติตน หรือหลักปฏิบัติในการทำงาน สำหรับผู้ที่จะไปประกาศพระศาสนา หมายความว่าทรงวางระเบียบในการไปสั่งสอนธรรมแก่ประชาชน ว่าผู้สอนต้องเป็นผู้ไม่กล่าวร้าย ต้องเป็นผู้ไม่ทำร้าย คือ ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ไม่ว่าด้วยกายหรือวาจา มีวจีกรรมและกายกรรมบริสุทธิ์สะอาด พูดและทำด้วยเมตตากรุณา มีความสำรวมในพระปาติโมกข์ คือประพฤติเคร่งครัดในระเบียบแบบแผน รู้จักประมาณในภัตตาหาร ที่นอนที่นั่งก็ให้สงบสงัดเหมาะสมแก่สมณะ และต้องมีใจแน่วแน่เข้มแข็งไม่ท้อถอยฝึกอบรมจิตใจของตนอยู่เสมอ    

เนื้อความ ๓ คาถาของโอวาทปาติโมกข์นี้ แสดงให้เห็นวิธีสั่งงานของพระพุทธเจ้า การที่พระองค์ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนานั้น ก็คือพระองค์ส่งพระสาวกให้ไปทำงาน ความจริงพระองค์เคยส่งพระสาวกออกไปแล้ว ๒ รุ่น รุ่นแรกเป็นพระอรหันต์ล้วน มีจำนวน ๖๐ องค์ รุ่นที่สองเป็นพระอริยบุคคลชั้นเสขภูมิ คือยังไม่เป็นพระอรหันต์ มีจำนวน ๓๐ องค์ พระองค์ทรงส่งไปอย่างธรรมดา คือ ตรัสสั่งเพียงว่า “จงจาริกไปประกาศพระศาสนา เพื่อประโยชน์และความสุขของพหูชน” และลงท้ายว่า “เพื่อเมตตาการุณย์แก่ชาวโลก” มิได้มีพิธีการพิเศษแต่อย่างใด แต่ในการซักซ้อมงานคราวนี้ พระสาวกมีจำนวนมากถึง ๑๒๕๐ องค์ ซึ่งเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่และครั้งสำคัญ พระองค์จึงทรงสั่งงานอย่างชัดเจน และละเอียดถี่ถ้วน พระองค์ทรงสั่งงานอย่างนี้ ศาสนาของพระองค์จึงแพร่หลายไพศาลอย่างรวดเร็ว และยั่งยืนอยู่อย่างมั่นคงจนทุกวันนี้    

โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าประทานโอวาทปาติโมกข์ในวันเพ็ญเดือน ๓ ฉะนั้น วันเพ็ญเดือน ๓ จึงเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนจัดทำพิธีสักการบูชาเป็นพิเศษ ที่เรียกว่า มาฆบูชา พิธีมาฆบูชานี้ แต่ก่อนก็มิได้ทำกัน เพิ่งมาทำในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งพระราชวงศ์จักรี นี่เอง.    

ข้อที่ควรทำเป็นพิเศษในวันนั้นก็คือ ควรพิจารณาความหมายของการ เว้นชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ให้เข้าใจชัดเจนลึกซึ้ง แล้วตั้งใจปฏิบัติให้ได้ตามนั้น

*********


Last Updated เสาร์, 13 มีนาคม 2010 14:30 EST|56 Hits View Printable Version

วิทยุธรรมะออนไลน์



My Account





Sign up as a New User
Lost your password?

กล่องฝากข้อความ

ประชาสัมพันธ์

 
 
 
 
 
 
 

ธรรมะประจำสัปดาห์

อธิจิต

ดวงจิตของเราซึ่งตามธรรมชาติธรรมดาย่อมจมอยู่ด้วยกิเลสอาสวะ อันติดมาแต่กำเนิดเสียเป็นส่วนมาก เมื่อ เรามามุ่งชะล้างออก ก็ต้องอาศัยความพยายาม ถ้าไม่เช่นนั้นจิตของเราก็จะถูกดูดเลื่อนลอยไปตามกระแสของมัน ดวง จิตธรรมชาติเป็นดวงจิตที่แก้ไขดัดแปลงได้ ไม่เหลือความสามารถของใคร ถ้ามุ่งจริง เพียรจริง พุทธบริษัทผู้มุ่งความหลุดพ้น พึงทำจิตของตนให้ถึง อธิจิต โดยความไม่ประมาทเถิด อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธานสาสนํ พระองค์ทรงตรัสไว้ดังนี้ อธิจิต นี้ แปลว่า จิตที่ยิ่ง สามารถที่จะขึ้นเหนือกิเลสกรรม การที่จะขึ้นถึง อธิจิตนั้น มีอยู่ ๒ ประการ คือ ๑. ดวงจิตของตนไม่มีคุณธรรมอันยิ่ง แต่ตนทำให้ยิ่งด้วยความเพียร ๒. ดวงจิตมีคุณธรรม และอาศัยคุณธรรมนั้นปกป้องจิตเอาไว้ให้อยู่เหนือกิเลสกรรม

โอวาท:ท่านพ่อลี ธัมมธโร

อ่านรายละเอียด

บทความรายปักษ์

ทำดีคิดดีมีแต่ความสุข
โดย สีตัล

คำว่า “เห็นใจ” หมายถึง “รู้จักเอาใจเขา มาใส่ใจเรา” พูดง่ายๆ ก็คือ รู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลแก่คนอื่นบ้าง ในคราวที่เขาได้รับทุกข์ยากเดือดร้อนก็ดี ในคราวประสบเคราะห์กรรมดี เมื่อทราบเรื่องของเขาแล้วก็จะไม่นิ่งดูดายหรือเฉยเมยเสีย พยายามช่วยบำบัดปัดเป่าความทุกข์ยากของเขาเท่าที่เราจะช่วยได้ แม้จะช่วยอะไรอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ ก็ขอเพียงแต่แสดงน้ำใจให้เขารู้ว่าตนก็พลอยเสียใจในเหตุการณ์ที่เขาต้องประสบนั้นด้วย เช่นนี้ เรียกว่า “มีความเห็นใจผู้อื่น”
อ่านรายละเอียด

คติธรรม

เรื่องของโรค

โรคป่วยทางกายบางคนอาจจะพอยืนยันได้ว่า ชีวิตเกิดมาเกือบร้อยปีแทบจะไม่เคยป่วยทางกายเลย แต่ว่าป่วยทางใจนี่ไม่มีใครสามารถที่จะยืนยันได้ว่า ตัวเองไม่เคยป่วยทางใจ ...

โอวาทบางตอน: พระปรีชาญาณวิเทศ

อ่านรายละเอียด

ค้นหา